โปรแกรม ที่ 2


วัดหนองโพ

หลวงพ่อเดิม ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามและยกย่องเป็น “เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว” ซึ่งชาวนครสวรรค์ทุกคนยังเคารพให้ความนับถือหลวงพ่ออยู่เสมอ โดยเฉพาะทางวัดหนองโพได้สร้างมณฑปที่ประดิษฐานรูปหล่อโลหะของหลวงพ่อพระรูป เหมือนหลวงพ่อเดิม ขนาดเท่าองค์จริง ซึ่งหลวงพ่อเดิมท่านหล่อสร้างไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ซึ่งตั้งประดิษฐานอยู่ที่มณฑป ซึ่งมีประชาชนมากราบนมัสการทุกวันมิได้ขาด และทางวัดหนองโพได้จัดงานทำบุญประจำปีปิดทอง ไหว้พระรูปเหมือนหลวงพ่อเดิม ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี

วัดจะนทราราม(วัดท่าซุง)

วัดจันทรารามหรือวัดท่าซุง วัดท่าซุงแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ด้วยกันส่วนแรกเป็นวัดเก่าที่สร้างมานานประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๐ เดิมมีชื่อว่า”วัดท่าซุง” เพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง มีท่าน้ำเป็นที่ขนส่งซุง ต่อมาวัดนี้ทรุดโทรมลง ทั้งอุโบสถ วิหารและศาลาการเปรียญ ใช้การไม่ได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ พระสุธรรมยานเถระ(วีระ ถาวโร) หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำได้ทำการปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ โดยพยายามรักษารูปทรงเดิมไว้และรับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้ง หลังเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๐ ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือชาวบ้านพื้นเมืองเป็นเรื่องราว เกี่ยวกับพุทธศาสนา วิหารมีรูปปูนปั้น มีหน้าบันจำหลักลายไม้ ทำเป็นขอบส่วนที่ สอง จะอยู่อีกฝั่งของถนน ตรงข้ามกับ วัดเก่าส่วนแรก มีปูชนียสถานใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นโดย หลวงพ่อสุธรรมยานเถระ เป็นพุทธาวาส ที่มีบริเวณกว้างน่าชม อุโบสถ สร้างขึ้นวิจิตรสวยงามมาก ภายในประดับตบแต่งด้วยศิลปะ สมัยใหม่ บานหน้าต่างและประตูด้านใต้เป็นภาพเขียนเทพยดา บริเวณโดยรอบ มีกำแพงแก้วบริเวณวัดประกอบด้วยศาลา ๒ ไร่ ๔ ไร่ ๘ ไร่ และ ๑๒ ไร่ มีกุฏิและ ที่พักสำหรับพุทธศาสนิกชนผู้มีศรัทธา ต่อบวรพุทธศาสนาเข้ามานั่งวิปัสสนากรรมฐาน และประกอบกิจธุระทางศาสนา ต่าง ๆ ที่ทางวัดได้จัดขึ้น พิธีกรรมที่มีผู้คนนับถือและศรัทธามากของวัดคือการเป่ายันต์เกราะเพชร ซึ่งมีประชาชนทั้งชาวไทย และ ชาวต่างประเทศให้ความสนใจและเข้าร่วมพิธีอย่างมากมายผู้ที่เข้าร่วมพิธี มีความเชื่อว่าถ้าได้เข้าร่วมพิธีแล้วจะไม่ถูกคุณไม่ต้องสัตว์พิษ และจะไม่ตายโหง ปัจจุบันพระสุธรรมยานเถระได้มรณภาพลงทางวัดได้จัดบรรจุศพไว้ในโลงซึ่งทำด้วยแก้ว ในศาลาแก้ว

เป็นภูเขาที่ตั้งกั้นเมืองอุทัยอยู่ทางทิศตะวันตกก่อนที่จะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เหมือนดั่งเป็นร่มเงาให้กับจังหวัดอุทัยทั้งจังหวัด แต่เดิมเรียกกันว่าเขาแก้ว เป็นที่ตั้งของวัดสังกัสรัตนคีรี เป็นวัดเก่า แก่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2443  ยอดเขาสะแกกรังเป็นดินแดนที่ชาวอุทัยยกให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ภายในวัด เป็นที่ ประดิษฐานของพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ของเมือง อุทัยมา ตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่ชาวเมืองต่างให้ความเคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังใหม่ฝั่งตรงข้ามบันไดทางขึ้นยอดเขาสะแกกรัง

วัดปทุมธาราม(หนองบัว)ตั้งอยู่ตำบลหนองบัว อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท วัดปทุมธารามมีศาสนสถานภายในวัดหลายอย่างมีอุโบสถที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเรียบร้อยแล้ว มีศาลากรเปรียญ 2 หลัง มีหอสวดมนต์มีวิหารบรูพาจารย์ 1 หลัง มีหอระฆัง 1 หอ มีศาลาธรรมสังเวช 1 หลัง ศาลาฌาปนกิจ 1 หลังมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางพระ ประทานพรองค์ใหญ่ประทับอยู่กลางแจ้ง1องค์มีสวนสมุนป่าสมุนไพรมีโรงเรียนการประถมศึกษา1หลังมีโรงเรียนพระปริยัติธรรม1หลัง มีแท้งน้ำประปาเข้าหมู่บ้านอุทิศที่ดินสร้างอบต.1 หลัง สร้างลานตากข้าวขึ้นภายในวัดเพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัดได้ใช้ตากข้าวที่ เกี่ยวเกี่ยว ขึ้นมาจากท้องนาเป็นการอนุเคราะห์ชาวบ้านที่เป็นชาวนา สร้างศาลากลางน้ำสระ เลี้ยงปลาและที่สำคัญตอนนี้กำลังก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ศรีชัยนาทซึ่งต่อ ไปจะเป็น “องค์พระมหาธาตุ” ที่สำคัญ แห่งหนึ่งของจังหวัดชัยนาท วัดปทุมธาราม(หนองบัว)ได้สร้างเป็นวัดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่จะมีหลักฐานคือก่อนพ.ศ.2365 หลังพ.ศ.2365 จึง มีหลักฐานอ้างอิงถึงได้เดิมชื่อวัดหนองบัวเนื่องจากหมู่บ้านนี้มีหนองน้ำและ บัวหลวงอยู่มากมาย ผู้สร้างวัดนี้ขึ้นมาคือ สมเด็จเจ้าเถื่อน สมเด็จเจ้าพร กับเจ้าเกิดขรัวยายไข่ ท่านที่ได้กล่าวนามมานี้ได้สร้างกุฏิ 3 หลังศาลาดิน1หลัง ภายหลังทางวัดหนองบัวได้เปลี่ยนนามวัดใหม่เพื่อให้สะดวกในการปกครองของ คณะสงฆ์เป็นวัดปทุมธารามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีใหม่(เนื่องจากอุโบสถที่ สร้างไว้เดิมไม่สามารถซ่อมแซมได้)เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2521 พระครูปทุมชัยกิจ(นะ ฐิตปญฺโญ) ชื่อของท่านชื่ออตั้งตอนแรกเกิดโยมพ่อโยมแม่ตั้งชื่อให้ว่าโฉมต่อมา อายุได้5-6ขวบ หมอเป้ซึ่งเป็นหมอแผนโบราณและเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านโหราศาสตร์ด้วย เห็นว่า ด.ช.โฉมจะเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เป็นประจำจึงได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า“นะ”อัน เป็นมงคลนามนามสกุลเดิมเหล่ายัง (ต่อมาภายหลังเปลี่ยนเป็นทองพูลพานิชย์)โยมบิดาชื่อแจกโยมมารดาชื่อตี่เหล่า ยังหลวงปู่นะเป็นบุตรคน ที่3ในจำนวนทั้ง หมด 10 คน พระครูปทุมชัยกิจหลวงปู่นะเกิดเมื่อวันพุทธที่6ธันวาคมพุทธศักราช 2459 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำเดือน 1 (เดือนอ้าย) ปีมะโรงเวลาเช้า(เวลาเผาข้าวหลาม)ณหมู่บ้านขุนแก้วตำบลดงขวางอำเภอหนองขาหย่างจังหวัดอุทัย ธานีเมื่อเยาว์วัยท่านได้รับการศึกษาที่วัดหนองมะกอกในชั้นประถมศึกษาปีที่1ถึงปีที่3ชั้นประถมปีที่4ศึกษาที่โรง เรียนวัดหนองแฟบหลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วจึงได้ออกจากโรงเรียนมาช่วยบิดามารดาทำอาชีพกสิ กรรมเนื่องด้วยฐานะทางบ้านยากจนท่านได้ช่วยงานทำนาอยู่หลายปีจนอายุได้21ปีได้ขออนุญาติโยมบิดามารดา เข้าบรรพชาอุปสมบทโยมทั้งสองก็มีความยินดีปรีดาอนุโมทนาส่วนบุญส่วนกุศลในครั้งนั้นนายนะเหล่ายัง ได้เข้าบรรพชาอุปสมบทณพัทธสีมาวัดราษฎร์นิธิยาวาส(ดอนปอ)เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2480 โดย มีพระครู วิจิตรชัยการ(หลวงพ่อเคลือบ)เป็นอุปัชฌาย์พระอาจารย์ชั้นเป็นพระกรรมวาจา จารย์พระอาจารย์สำเนียงเป็น พระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่าฐิตปญฺโญแปลว่าผู้มีปัญญาอันตั้งไว้แล้วเมื่อหลวงปู่นะได้อุปสมบทแล้วท่านก็ ได้ทำกิจวัตรสงฆ์โดยครบถ้วนได้ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยความตั้งใจเพื่อจะได้นำเอาข้อพระ ธรรมวินัยนั้นมาเป็นเครื่อง กำกับจิตใจและกายของตนให้เป็นไปตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ต่อไปในอนาคตดำรงตนอยู่ในพรหมจรรย์ให้ บริสุทธิ์บริบูรณ์จนกระทั่งในปี พ.ศ.2481 หลังจากบวชได้1ปีท่านได้เข้าสอบนักธรรมชั้นตรีได้ที่สำนักเรียน พระปริยัติธรรมวัดราษฎร์นิธิยาวาส จากความเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาอยู่เป็นนิจนี่เองหลวงปู่นะก็ได้เข้าสอบ นักธรรมชั้นโทที่สำนักเรียนพระปริยัติ ธรรมวัดหนองแฟบจังหวัดอุทัยธานีจนได้นักธรรมชั้นโทเมื่อปีพ.ศ.2483 หลังจากนั้นหลวงปู่นะท่านได้กลับไป จำพรรษาที่วัดหนองบัว(วัดปทุมธาราม)จังหวัดชัยนาทเมื่อปีพ.ศ.2485 และในปี พ.ศ.2487 ท่าน ก็ได้เข้าสอบนัก ธรรมชั้นเอกที่สำนักเรียนวัดหนองแฟบจังหวัดอุทัยธานีอีกครั้งจนได้นักธรรม ชั้นเอก“เถรภูมิ”สมกับที่หลวงปู่ตั้ง ใจไว้พระภิกษุนะฐิตปญฺโญน.ธ.เอกแห่งวัดหนองบัวจังหวัดชันนาทเป็นพระหนุ่มที่ทรงความรู้วิทยาฐานะนัก ธรรมชั้นเอกสมัยนั้นจะหายากยิ่งอยู่บ้านนอกและอำเภอบ้านนอกอีกเปรียบ เสมือนเพชรที่เปล่งประกายอันเจิด จรัสอยู่กลางทุ้งนาทีเดียวใครเห็นก็ย่อมจะต้องชื่นชมเพชรเม็ดนี้อยู่เนือง นิจพระภิกษุนะฐิตปญฺโญได้ตั้งสำนัก เรียนขึ้นมาใหม่หลังจกซบเซาไปนานส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่า เรียนกันอย่างเต็มความสามารถ โดยมีท่านเป็นผู้สอนเองทุก ชั้นตั้งแต่นักธรรมชั้นตรีโทและเอกท่านจึงมีลูกศิษย์ที่เป็นพระภิกษุบริหาร กิจการ คณะสงฆ์อยู่ในเวลานี้อยู่ในหลายจังหวัดใกล้เคียงมากมาย เมื่อ พระภิกษุนะฐิตปญฺโญสอบได้นักธรรมเอกแล้วท่านคิดที่จะเรียนบาลีต่อแต่ด้วยงาน พัฒนาวัดงาน สอนนักธรรมและงานอบรมสั่งสอนประชาชนผู้ที่เข้ามาในวัดทำให้ไม่ค่อยมีเวลาอีก ทั้งสำนักเรียนบาลีอยู่ในตัว เมืองไกลมากการไปมาก็ไม่สะดวกนอกจากว่าไปอยู่ประจำที่มีสำนักเรียนเลยก็ทำไม่ได้ติดพันอยู่กับวัดหนองบัว ต้องรับผิดชอบที่วัดหนอบัวจึงทำให้การคิดที่จะเรียนเป็นอันต้องงดไปท่านจึงหันมาสนใจที่จะเรียนวิชาแพทย ์แผนโบราณและเรียนวิชาอาคมเลขยันต์พันคาถาควบคู่กันไปจากตำราที่พระปลัดปั่นเจ้าอาวาสองค์ที่9ที่ ท่านได้ มาจากหลวงปู่ศุขและพระปลัดปั่นองค์นี้ท่านได้มอบตำรานั้นทั้งหมดให้กับพระ ภิกษุนะฐิตปญฺโญจนมีความรู้ แตกฉานในวิชานั้นๆเป็นอย่างดีเป็นที่พึ่งของชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วยและผู้ที่โดนคุณไสยท่านก็ปัดเป่าทุกข์ของ ประชาชนเหล่านั้นให้ด้วยความเมตตา ตำราที่หลวงปู่นะนำมาศึกษาเล่าเรียนนั้นคยเกิดอภินิหารให้ปรากฎแก่สายตาของท่านและชาวบานอีกมาก มายมาแล้วคือว่าในคืนหนึ่งท่านได้นำตำราของหลวงปู่ศุขมาท่องอยู่ในขณะนั้นด้วยการจุดเทียนไขดูหนังสือ เพราะว่าสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยความอ่อนเพลียท่านจึงเผลอหลับไปเทียนที่เอาไว้ใช้ดูหนังสือได้ล้มลงทำให้ เกิดเพลิงไหม้กุฎิหลังนั้นหมดไปในกองเพลิงในขณะที่เอยู่เกิดเพลิงไหม้อยู่นั้นท่านตกใจมากได้รีบวิ่งออกมาจาก กุฎิเพียงแต่ตัวเท่านั้นส่วนตำราก็ยังคงอยู่ในกองเพลิงนั้นความรู้สึกในขณะนั้นท่านคิดว่าตำราก็คงไหม้ไปกับกอง ไฟหมดแล้วเหมือนดังกุฎิของท่านทำให้ท่านเสียใจที่หมดโอกาสจะได้ศึกษาตำหรับตำราของหลวงปู่ศุขหลังจาก ที่ไฟสงบดีแล้วในวันรุ้งเช้าต่อมาท่านจึงเข้าไปดูในกองเถ้าถ่านพร้อมด้วยชาวบ้านและภิกษุสามเณรทั้งหลายที่จะ มาช่วยกันเก็บกวาดกุฎิของท่านก็เกิดเรื่องมหัศจรรย์ใจให้กับพระภิกษุสามเณรและ ชาวบ้านที่มานั้นได้เห็นกัน อย่างถ้วนทั่วนั่นคือตำราของหลวงปู่ศุขหาได้ถูกไฟไหม้ไม่เพียงแต่ปรากฎสี คล้ำดำเท่านั้นเพราะโดนควันไฟรม เท่านั้นตัวหนังสือและอักขระทั้งหลายยังเหมือนเดิมทุกประการทำให้หลวงปู่ เกิดความดีใจเป็นอันมากด้วยเหตุนี้ หลวงปู่จึงทุ่มเทเวลาและจิตใจให้กับการศึกษาวิชาการต่างๆในตำราของหลวงปูศุขด้วยจิตศรัทธาด้วยจิตที่ตั้งมั่น ตลอดเวลา หลวงปู่นะนอกจากจะเป็นหมอยาและทางอาคมแล้ว ท่านยังเป็นเจ้าพิธีกรรมต่างๆที่เยี่ยมยอดอีกด้วย ท่าน ยังมีวิชาที่เป็นศาสตร์แขนงสำคัญอีกแขนงหนึ่งนั่นก็คือ“วิชาโหราศาสตร์”ที่ ท่านเรียนจนแตกฉาน มาไว้ช่วยเหลือประชาชนและชาบ้านในระแวกใกล้เคียงอีกด้วยจาก ความที่หลวงปู่นะเป็นผู้เอาใจใส่ในกิจการ ของวัดมาโดยตลอดทางคณะสงฆ์ฝ่ายผู้บังคับบัญชาได้เห็นในความสามารถและประจวบ กับที่เจ้าอาวาสองค์ที่14 คือพระอาจารย์สำรวยได้มรณะภาพลงในปีพ.ศ.2483 จึงได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดปทุมธาราม(หนองบัว)รับภารธุระงานพระศาสนาในปี พ.ศ.2484 รุ้งขึ้นปีพ.ศ.2485 ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็น ทางการให้ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปุมธาราม(หนองบัว)เป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 15 ของวัดปุมธารามต่อมาปี พ.ศ.2495 ได้รับการแต่ตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบ่อแร่–หนองขุ่นเขต 2 ปกครองคณะสงฆ์ในเขตที่ได้รับ ผิดชอบด้วยดีอย่างไม่มีที่ตำหนิท่านดำรงตำแหน่งนี้นานถึง 43 ปีจึงยกขึ้นเป็นที่ปรึกษาของเจ้าตำบลบ่อแร่–หนอง ขุ่นเขต2องค์ปัจจุบันซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านนั้นเอง(ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์แก้ไขเพิ่มเติมฉบับใหม่)ต่อมา ในปี พ.ศ.2501 ได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นพระอุปัชฌาย์มีอำนาจหน้าที่ในการบวชกุลบุตรผู้ที่มีความ ศรัทธาที่มาขอบวชและในปีนั้นเองวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2501 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญา บัตรชั้นตรีที่ พระครูปทุมชัยกิจ ต่อมาในปี พ.ศ.2514 วันที่ 5 ธันวาคมทานได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรชั้นโทใน

วัดปากคลองมะขามเฒ่า วัดปากคลองมะขามเฒ่า ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลมะขามเฒ่า เป็นวัดที่ตั้งอยู่บริเวณปากคลองมะขามเฒ่า (แม่น้ำท่าจีน) แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากตัวเมืองชัยนาทประมาณ 25 กิโลเมตร ไปทางอำเภอวัดสิงห์ประมาณ 20 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 3183 กิโลเมตรที่ 36–37 เนื่องจากเดิมมีต้นมะขามเก่าแก่อยู่ต้นหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัด วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่มีทิวทัศน์ที่สวยงามน่ารื่นรมย์ และมีชื่อเสียงด้านพระเครื่องด้วย

     วัดนี้มีความสำคัญ คือ เป็นวัดที่เคยมีพระเกจิอาจารย์ ชื่อดัง เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ซึ่ง ก็ คือ "พระครูวิมลคุณากร (ศุข)" หรือที่ชาวบ้านรู้จักในนาม "หลวงปู่ศุข" ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ ชื่อดังเป็นอาจารย์ของเสด็จใน "กรมหลวงชุมพรเขตตุอุดมศักดิ์" พระราชโอรสในรัชกาลที่5 บิดาแห่งกองทัพเรือ เรื่องที่ทำให้ กรมหลวงชุมพร ฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ศุข มีอยู่ว่า

 
"หลวงปู่ศุข"

วันหนึ่งขณะที่กรมหลวงชุมพร ท่านล่องเรือเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยา ท่านได้มาเทียบท่าเพื่อพัก การเดินทางที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ท่านได้เห็นพระภิกษุชราผู้หนึ่ง กำลังเล่นแกล้งลูกศิษย์ เด็กๆ ท่านเห็นพระภิกษุชราผู้นั้น เก็บหัวปลีกล้วยมาเสกเป็นกระต่ายให้ลูกศิษย์วิ่งไล่จับ พอจับได้จึงกลายเป็นหัวปลีกล้วยดังเดิม เสด็จในกรมเห็นดังนั้น เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ในตัวจึงเข้าไปหา และทราบชื่อว่าท่านคือ หลวงปู่ศุข นั่นเอง

เสด็จในกรม มาหาท่านบ่อยมาก ถึงขนาด ชาวบัานแถบนั้นรู้จักท่านเกือบทุกคน รู้กระทั่ง เสด็จในกรม ท่านโปรดปราณ "อ้ายเป้" เป็นพิเศษ อ้ายเป้ก็คือ การเอาข้าว มาหมักจนได้ที่ก็จะกลายเป็น สุราชนิดหนึ่ง รสชาติดีมาก หลวงปู่ศุขได้สอนวิชาอาคม ให้เสด็จในกรม จนท่านเป็นผู้มี อาคมชั้นเลิศ สามารถ แก้ทางปืน ไม่ให้โดนได้ เสกผ้ายันต์ได้เสมอหลวงปู่ศุข สามารถแปลงเป็นจระเข้ได้ (ตามคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่า) ท่านสามารถยิงปืนนัดเดียว ทะลุทีละ 20 กว่าคนหรือหมด ทัพได้ (ตามคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่า)


ขสมก.ไหว้พระ 9 วัด เขต3.อู่สำโรง

โปรแกรม9วัด