โปรแกรม ที่ 29


เหตุอัศจรรย์ที่วัดใหญ่ชัยมงคล

ซึ่งจากคำบอกเล่าของคนโบราณได้เล่าตรงกันว่า คนที่พบ "ทองลุก" นี้จะพบเห็นอย่างกะทันหันอยู่ๆ ก็จะเห็นสะเก็ดไฟพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ลักษณะไฟจะเหมือนไฟพะเนียงหรือดอกไม้ไฟและสะเก็ดไฟที่พุ่งขึ้นนั้นว่ากันว่านั่นล่ะคือทองคำบริสุทธิ์ เป็นทรัพย์แผ่นดินที่ผุดขึ้นจากใต้ดินให้ผู้มีบุญได้เห็น และหากว่าใครมีวาสนาได้พบเห็นทองลุกเป็นไฟพะเนียง โบราณว่าหากเป็นหญิงก็ให้รีบลอดผ้าถุงที่นุ่งโยนออกไปขวางทางที่สะเก็ดไฟจะร่วงลงมา ซึ่งสะเก็ดไฟที่ตกอยู่บนผ้านั่นก็คือสะเก็ดทองคำ
หลวงพ่อพระครูภาวนารังสีฟัง ท่านบอกว่า "ไม่ต้องกลัวอะไรหรอก นี่แหละคือทรัพย์แผ่นดิน และทรัพย์ของเขาอยู่ในบริเวณวัดนี่แหละ เขาคอยเฝ้ารักษาอยู่ ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ชื่อกวงดำ หากไม่มีใครไปแตะต้องทรัพย์แผ่นดินเขาก็จะไม่ทำอะไรใคร"


ประวัติวัดพนัญเชิง
เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหาร

พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างพระนครศรีอยุธยา 317 ปี พระเจ้ากรุงจีนให้ราชาภิเษก นางสร้อยดอกหมาก   เป็นพระอัครมเหสีพระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระเจ้ากรุงจีนแต่งสำเภาห้าลำ พร้อมเครื่องอุปโภรบริโภคเป็นอันมากให้จีนมีชื่อห้าร้อยคนเข้ามาด้วย จึงพระเจ้ากรุงจีนให้เชิญพระเจ้า สายน้ำผึ้งไปเฝ้า จึงเชิญเสด็จเข้าพระราชวัง สั่งให้จัดที่ตำหนักซ้ายขวาสำเร็จ แล้วจึงให้เถ้าแก่กับเรือพระที่นั่งลงมารับนาง นางจึงตอบว่า มาด้วยพระองค์โดยยากมาถึง พระราชวังแล้ว เป็นไฉนจึงไม่มารับถ้าพระองค์ไม่มารับแล้วไม่ไป เถ้าแก่เอาเนื้อความกราบทูลทุกประการ พระองค์แจ้งดังนั้นก็ว่าเป็นการหยอกเล่น มาถึงนี่แลัวจะอยู่ที่นั่นก็ตามเถิดนางรู้ความ ดังนั้นสำคัญว่าจริง ยิ่งเศร้าพระทัยนัก ครั้นรุ่งเช้าแต่งกระบวนแห่มารับ จึงเสด็จพระราชดำเนิน มาด้วย ครั้นถึงเสด็จไปบนสำเภารับนาง นางตัดพ้อว่าไม่ไป พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงสัพยอกว่า ไม่ไปแล้วก็อยู่ที่นี่ พอตกพระโอฐลงนางก็กลั้นใจตาย พวกจีนไทยร่ำรักแซ่ไป จุลศักราช 406 ปีมะโรง ฉอศก จึงเชิญศพมาพระราชทานเพลิงที่แหลมบางกะจะสถาปนาเป็นพระอาราม
ให้นามชื่อว่า วัดเจ้าพระนางเชิงตั้งแต่นั้นมา"


 



วัดท่าการ้อง

เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางชุมชนอิสลาม 2 หมู่บ้านคือ บ้านท่ากับบ้านการ้อง อันเป็นวัดพุทธศาสนาที่อยู่ท่ามกลางชุมชนมุสสิมวัดท่าการ้องตั้งอยู่ที่บ้านท่า เป็นวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ นามว่า "พระพุทธรัตนมงคล" หรือที่เรียกกันว่า "หลวงพ่อยิ้ม" สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ขณะที่บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ดังจะเห็นได้จากพระพุทธลักษณะที่งดงามและพระพักตร์ที่มีความเมตตาภายในบริเวณด้านหลังของวัดท่าการ้องได้จัดให้เป็นตลาดน้ำ ซึ่ง ของขายในตลาดก็จะเป็นพวกของกินหลากหลายชนิด ทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวผัด ของกินเล่น เช่นก๋วยเตี๋ยวหลอด สั้มตำสมุนไพร ไก่ทอดข้าวเหนียว ลูกชิ้นปิ้ง ขนมตาล ไอศครีม และ ร้านเครื่องดื่ม ประเภทกาแฟ ชาเย็น ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ดูแปลกดี ดื่มแล้วชื่นใจ และ ราคาของกินที่นี่ราคาก็ไม่แพง บริเวณตลาดน้ำวัดท่าการ้องเปิดทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ และ วันหยุดนักขัตฤกษ




วัดแม่นางปลื้ม

แม่ปลื้มเป็นชาวบ้านอยู่ริมน้ำชานพระนครคนเดียว ไม่มีลูกหลาน วันหนึ่งสมเด็จพระนเรศวร(ทรง)พายเรือมาแต่พระองค์เดียว ท่ามกลางสายฝนเมื่อเสด็จมาถึงเห็น(ทอดพระเนตร)กระท่อมยังมีแสงตะเกียงอยู่ เวลานั้นค่ำอยู่ สมเด็จพระนเรศวรจึงได้(ทรง)แวะขึ้นมาในกระท่อมแม่นางปลื้มเห็น ชายฉกรรจ์เสื้อผ้าเปียกขึ้นมา จึงได้กล่าวเชื้อเชิญด้วยความมีน้ำใจ แต่พระองค์ท่านทรงเสียงดังตามบุคลิกของนักรบชายชาตรี
แม่ปลื้มได้กล่าวเตือนว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าเสียงดังนักเลย เวลานี้ค่ำมากแล้วเดี๋ยวพระเจ้าแผ่นดินท่านทรงได้ยินจะโกรธเอาพระองค์กลับตรัสด้วยเสียงอันดังขึ้นอีกว่า ข้าอยากดื่มน้ำจันทน์ ข้าเปียกข้าหนาว อยากไดน้ำจันทน์ให้ร่างกานอบอุ่นพลันแม่ปลื้มยิงตกใจขึ้นมากอีก เพราะว่าวันนี้เป็นวันพระ แม่ปลื้มได้กล่าวว่า ถ้าจะดื่มจริงๆ เจ้าต้องสัญญาว่า ไม่ให้เรื่องแพร่หลายเดี๋ยวพระเจ้า แผ่นดินรู้ จะอันตราย พระนเรศวรรับปาก แม่ปลื้มจึงหยิบน้ำจันทน์ให้กิน(เสวย) สมเด็จพระนเรศวรได้ประทับค้างคืนที่บ้านของแม่ปลื้มเช้าได้เสด็จกลับวัง ต่อมาได้จัดขบวนมารับแม่ปลื้มไปเลี้ยงในวัง ด้วยความที่แม่ปลื้มเป้นคนมีเมตตา จงรัภักดีต่อพระมหากษัตริย์
หลังจากแม่ปลื้มเสียชีวิต สมเด้จพระนเรศวรจัดงานศพให้สมเกียรติ แล้วสมเด็จพระนเรศวรจึงสร้างวัดให้แม่ปลื้ม นามว่า
“วัดแม่นางปลื้ม”










วัดหน้าพระเมร

เป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา
เนื่อจากเคยเป็นวัดที่พม่าใช้ตั้งฐานบัญชาการจึงเป็นวัดเดียว
ในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา
และอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มักเดินทางไปนมัสการ
หลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ
ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในกรุงศรีอยุธยา
ประวัติ
ตำนานกล่าวถึงวัดนี้ว่า พระองค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ รัชกาลที่ ๑๐
แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างเมื่อจุลศักราช ๘๖๔ (พ.ศ. ๒๐๔๖) ประทานนามว่า
“วัดพระเมรุราชิการราม” แต่ประชาชนส่วนมากนิยมเรียกว่า “วัดพระเมรุ” จึงเป็นนาม
ของวัดที่ใช้มาจนทุกวันนี้ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงเหตุการณ์คราวทำสัญญาสงบศึกระหว่าง
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง มีการปลูกพลับพลาเป็นที่ประทับ
ซึ่งอยู่ด้านหน้าวัดพระเมรุกับวัดหัสดาวาส(ปัจจุบันวัดหัสดาวาสเหลือเพียงซากเจดีย์)อีกตอนหนึ่งเมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าอะลองพญา

มาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำพ.ศ ๒๓๐๓ พม่า เอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดพระเมรุราชิการามกับวัดหัสดาวาส พระเจ้าอะลองพญา
ทรงบัญชาการและทรงจุดปืนใหญ่เอง ปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัดพระเมรุราชิการามแตกต้องพระองค์
บาดเจ็บสาหัส ประชวรหนักในวันนั้น พอรุ่งขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๐๓ พม่าเลิกทัพกลับไป
ทางเหนือหวังออกทางด่านแม่ละเมาะ แต่ยังไม่พ้นแดนเมืองตาก พระเจ้าอะลองพญาก็สิ้น
พระชนม์ระหว่างทาง

วัดกลางคลองตะเคียน

ภายในเป็นศาลาขนาดใหญ่และเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อมหามิ่งมงคลชัย และสิ่งศักดิ์สิทธิมากมาย วัดดนี้ถือว่าเป็นวัดไฮเทคเลยก็ว่าได้ดูได้จากที่บริจาคถวายโล่งศพ พอเราถวายปัจจัยลงไปแล้วก็จะมีเสียงสวดมาจากโลง หรือว่าจะตักบาตรพระแบบไม่ต้องเดินเพราะพระจะเคลื่อนที่มาหาเราเอง (ด้วยรางเลื่อน) เสร็จพิธีก็ไหว้พระ ลงมาข้างล่างแวะไหว้เจ้าแม่ตะเคียนก่อนจากกลับเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไป





ขสมก.ไหว้พระ 9 วัด เขต3.อู่สำโรง

โปรแกรม9วัด