โปรแกรม ที่ 5

วัดเพชรสมุทร (หลวงพ่อบ้านแหลม)
ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อวัดบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของไทย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ศูนย์รวมศรัทธาและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวแม่กลองแห่งสมุทรสงครามเท่านั้น แต่ยังเป็นที่เคารพสักการะอย่างกว้างขวางของชาวไทยทุกสารทิศมานานนับสมัยจนถึงกับมีคำกล่าวว่า หากไม่ได้มานมัสการหลวงพ่อวัดบ้านแหลมก็เสมือนมาไม่ถึงเมืองสมุทรสงคราม

        องค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมนั้นเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขนาดเท่าคนจริง สูงประมาณ 167 เซนติเมตร สันนิษฐานว่าสร้างในมัยสุโขทัย-อยุธยาตอนต้น มีประวัติกล่าวว่า หลวงพ่อบ้านแหลมนั้นเป็นพระพุทธรูปที่ได้รับการค้นพบในลำน้ำแม่กลอง ดังตำนานเก่าเล่าว่าชาวประมงได้ลากอวนพบพระพุทธรูป 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ซึ่งได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดเก่าแก่ในเมืองแม่กลองที่ชื่อว่าวัดศรีจำปา ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าวัดบ้านแหลม ทำให้ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่าหลวงพ่อบ้านแหลมเรื่อยมา ขณะที่อีกองค์หนึ่งนั้นเป็นพระพุทธรูปนั่งซึ่งชาวประมงได้นำกลับไปประดิษฐานที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี วงพ่อบ้านแหลม)


วัดจันทร์เจริญสุข
ประวัติความเป็นมาของ “พระครูสมุทรมงคล (หลวงปู่สาย สุมงฺคโล เอี่ยมสะอาด)

หลวงปู่สาย ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 8 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2452 ที่บ้านฝั่งตรงข้ามวัดจุฬามณี อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน 5 คน ของพ่อสังข์ แม่คุ้ม เอี่ยมสะอาด เมื่อเยาว์บิดามารดา ส่งไปศึกษาอยู่กับพระที่ “วัดธรรมนิมิต” เรียนต่อที่ “วัดนางวัง” ใกล้บ้านจนจบการศึกษาในสมัยนั้น แล้วกลับไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพ พออายุได้ 20 ปี ในปี พ.ศ.2472 บิดามารดาและญาติจัดให้อุปสมบท ณ พัทธสีมา “วัดบางกะพ้อม” อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมี “ท่านเจ้าอธิการคง ธมฺมโชโต” วัดบางกะพ้อม เป็นพระอุปัชฌาย์ “ท่านพระอธิการแช่ม โสฬะสะ” วัดจุฬามณี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ “พระอาจารย์เกิด” วัดบางกะพ้อม เป็นอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดบางกะพ้อม จนสามารถสอบนักธรรม ตรี โท เอก ได้ตามลำดับ จนได้เป็นครูสอนนักธรรมอยู่ที่วัดบางกะพ้อม และสอนนักเรียนประถมที่วัดนางวังเป็นครั้งคราว ได้ทำหน้าที่เป็นเลขา  ช่วยเหลือ “หลวงพ่อคง” เพราะสมัยนั้น “หลวงพ่อคง” ท่านเป็นเจ้าคณะตำบล ปกครองวัดต่างๆ ตลอดทั้งช่วยหลวงพ่อ ปกครองดูแลพระสงฆ์ภายในวัด


วัดสวนหลวง
พี่จุกอยู่คู่กับวันสวนหลวงมานาน นับเป็นร้อยๆปี สืบเนื่องมาว่า เมื่อประมาณ 200 ปีเศษที่ผ่านมา วัดสวนหลวง เป็นวัดที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำแม่กลอง การเดินทางสัญจรในสมัยก่อนจะสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยทางเรือ การมาวัดสวนหลวงก็เช่นเดียวกัน หน้าวัดสวนหลวงจะเป็นช่วงของโค้งน้ำของลำน้ำแม่กลอง ทางธรรมชาติแล้วกระแสน้ำที่ไหลมาถึงโค้งน้ำจะมีการกัดเซาะตลิ่งทำให้ตลิ่งพังทลาย และด้วยกันนี้ตลิ่งอีกฝั่งของแม่น้ำจะเกิดการรวมตัวกันของดินที่พังทลายมาจากอีกฝั่งจากกระแสน้ำวนบริเวณที่เป็นวิหารพี่จุกในปัจจุบัน จึงทำให้เกิดดินงอก กระแสน้ำนี้เองจึงทำให้ไม้แกะสลักรูปเด็กเปลือยกายผมจุก เนื้อไม้ทำจากไม้ตะเคียนสีดำมัน สูงประมาณ 3 ฟุต มือขวาหงายฝ่ามือ ส่วนมือซ้ายคว่ำฝ่ามือ มีสายประคำสังวาลย์ห้อยคอเพียงเส้นเดียว ลอยมาติดอยู่ที่หน้าวัด แม่ค้าขายของคนหนึ่งพายเรือผ่านมาหน้าวัดได้พบเห็นไม้แกะสลักดังกล่าว ลอยน้ำมาติดอยู่ที่หน้าวัด แม่ค้าคนดังกล่าวจึงอุ้มมาให้สมภารที่วัด จากวันนั้นมาไม้แกะสลักรูปเด็กผมจุกก็ได้ตั้งอยู่กลางศาลาของวัดสวนหลวง โดยมีการโยกย้ายไปมาหลายที่ กาลเวลา
ผ่านไป 200 ปีเศษ ในสมัยพระครูสมุทรวิริยาภรณ์หรือหลวงพ่อปึก เจ้าอาวาสในสมัยนั้น ได้ย้ายไม้แกะสลักรูปเด็กผมจุกขึ้นมาไว้บนกุฏิของหลวงพ่อปึก เนื่องจากศาลาหลังเก่าโดนรื้อถอนออกไป กุฏิหลังนี้ก็เป็นกุฏิเก่าแก่ อายุนับร้อยปี ซึ่งมีร่องรอยภาพเขียนโบราณบนเพดานกุฏิ ไม้แกะสลักรูปเด็กผมจุกคนในวัดสวนหลวงได้เรียกกันติดปากว่า เจ้าจุก

วัดภุมรินทร์กุฎีทอง
ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ปากคลองประชาชมชื่นฝั่งตะวันตก ตรงข้ามอุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตำบลสวนหลวงอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นวัดที่มีกุฎีเป็นเรือนไม้สักทองขนาดใหญ่ ปิดลวดลายทองสวยงาม  กุฎีทองหลังนี้เป็นกุฎีที่สมเด็จพระชนกของสมเด็จพระอมรินทร์ทรามาตย์ พระมเหสีในรัชกาลที่ 1 สร้างถวายวัดบางนาลี่น้อยไว้แต่เดิม และมีเครื่องใช้ส่วนพระองค์ถวายไว้ที่วัดนี้จำนวนมาก วัดภุมรินทร์กุฎีทองเดิมมีชื่อว่าวัดภุมรินทร์ สร้างเมื่อ พ . ศ . 2431
วัดภุมรินทร์กุฎีทอง อัมพวา สมุทรสงคราม นี้แต่เดิมมีวัดบางลี่ตั้งอยู่ใกล้กันสองวัด วัดหนึ่งอยู่ริมฝั่งน้ำตอนเหนือ เมื่อล่องเรือไปตามลำน้ำแม่กลองจะถึงวัดนี้ก่อน เรียกว่า วัดบางลี่บน อีกวัดหนึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำ เรียกว่า วัดบางลี่ล่าง ต่อมาวัดบางลี่ล่างเจริญรุ่งเรืองจึงเรียกว่า วัดบางลี่ใหญ่ ส่วนวัดบางลี่บน ซึ่งตั้งอยู่บนหัวคุ้งข้อศอกถูกน้ำแทงกระแสน้ำจึงพัดเซาะตลิ่งพังลงน้ำไปเรื่อยๆ ที่ดินบริเวณวัดเหลือน้อยลง กุฎีวิหารทรุดโทรม คนเรียกวัดบางลี่บนว่า วัดบางลี่น้อย วัดภุมรินทร์อยู่ติดกับวัดบางลี่น้อยโดยอยู่ลึกเข้ามาทางด้านใน ในขณะที่วัดบางลี่น้อยอยู่ติดริมน้ำ กาลเวลาต่อมาวัดบางลี่น้อยถูกกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งพังลงเรื่อยๆ พระอธิการเกีย เจ้าอาวาสวัดภุมรินทร์จึงรื้อย้ายกุฎีวัดบางลี่มาสร้าง ที่วัดภุมรินทร์โดยเพิ่มช่อฟ้าใบระกาใหม่ทั้งหลัง เพื่อใช้เป็นที่สวดมนต์ เมื่อวัดบางลี่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะพังทลายหายไปวัดภุมรินทร์จึงอยู่ปากคลองบางลี่แทนด้วยเหตุที่เป็น วัดที่ได้นำกุฎีทองของวัดบางลี่น้อยมาสร้างรวมไว้ วัดภุมรินทร์ จึงได้มีชื่อเรียกในเวลาต่อมาว่า วัดภุมรินทร์กุฎีทอง 

วัดบางแคน้อย
วัดบางแคน้อยตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ตำบลแควอ้อม   อำเภออัมพวา  จังหวัดสมุทรสงคราม   คุณหญิงจุ้ย (น้อย) วงศาโรจน์ เป็นผู้สร้างเมือ พ.ศ.2441 เดิมอุโบสถของวัดสร้างบนแพไม้ไผ่ผูกไว้กับต้นโพธิ์ ต่อมาพระอธิการรอด เจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ได้สร้างอุโบสถบนพื้นดิน ในปี พ.ศ.2418    ต่อมาอุโบสถหลังเดิมได้ชำรุดทรุดโทรม พระอธิการเขียว เจ้าอาวาสองค์ที่ 6 ได้สร้างอุโบสถขึ้นใหม่ ใรปี พ.ศ.2492 จนกระทั่งปี พ.ศ.2540  อุโบสถหลังเดิมเกิดชำรุดอีก เนื่องจากขาดแคลนวัสดุและคุณภาพเพราะตอนสร้างอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระครูสมุทรนันทคุณ (แพร)  จึงได้ดำเนินการสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น

วัดบางแคใหญ่
วัดบางแคใหญ่  ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง บริเวณปากคลองบางแค ตำบลแควอ้อม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2357 ภายในวัดมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่น่าสนใจ ได้แก่ พระอุโบสถหลังใหญ่อายุกว่า 150 ปี ด้านหน้ามีเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมสิบสองศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยา พระประธานในอุโบสถปางมารวิชัยปั้นด้วยศิลาแลง มีธรรมเจดีย์ 7 องค์สร้างเมื่อ พ.ศ. 2415 มีกำแพงแก้วล้อมรอบ และบนฝาประจัน (ฝากั้นห้อง) กุฏิสงฆ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาว เขียนในปลายสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นเรื่องราวการทำสงครามไทย-พม่า ซึ่งน่าจะเป็นครั้งที่ ร.2 โปรดให้ไปขัดตาทัพที่ราชบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2364 ซึ่งไม่ได้เปิดให้ชมทั่วไปต้องขออนุญาต

วัดบางกุ้ง
วัดบางกุ้ง เป็นค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพเรือ มาตั้งค่ายที่ค่ายบางกุ้ง เรียกว่า "ค่ายบางกุง้" โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่าย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นที่เคารพบูชาของทหาร ภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ค่ายบางกุ้งก็ร้างไปจนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนจาก ระยอง ชลบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรีรวบ รวมผู้คนมาตั้งกองทหารรักษาค่าย จึงมีชื่อเรียกอีกหนึ่งว่า "ค่ายจีนบางกุ้ง"  ในปี พ.ศ. 2311 พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรีมาล้อมค่ายจีนบางกุ้ง สมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหามนตรี (บุญมา) เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเหลือทหารจีนขับไล่กองทัพ พม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่าย หลังจากนั้นค่ายบางกุ้งแห่งนี้ก็ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ 200 ปี จนมาถึง พ.ศ.2510 กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น (ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว) และได้สร้างศาลพระเจ้าตากสิน ไว้เป็นอนุสรณ์

วัดจุฬามณี

ตั้งอยู่ริมฝั่งคลองอัมพวาห่างจากตัวอำเภออัมพวาเพียง 2 กิโลเมตร เดิมเรียกว่า "วัดแม่ย่าทิพย์" สร้างมาแต่รัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา ตามประวัติเล่าว่าท้าวแก้วผลึก (น้อย) ซึ่งเป็นนายตลาดบางช้างเป็นผู้สร้างวัดจุฬามณีขึ้น บริเวณด้านหลังวัดห่างไป 5 เส้น เป็นนิวาสถานเดิมของท่านทองและท่านสั้น พระชนกและพระชนนีของสมเด็จพระอัมรินทร์ทรามาตย์ (นาก) พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1 ซึ่งภายหลังถูกไฟไหม้ ครอบครัวของท่านจึงย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณวัดอัมพวันเจติยาราม อุโบสถวัดจุฬามณีเดิมสร้างจากไม้สักและไม้เนื้อแข็ง จนถึง พ.ศ. 2511 พระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท) ได้เริ่มสร้างอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ทรุดโทรม หลังจากหลวงพ่อเนื่องมรณภาพในปี พ.ศ.2530 พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (อิฏฐ ภททฺจาโร) ศิษย์เอกของหลวงพ่อเนื่อง ได้ดำเนินการสืบต่อจนแล้วเสร็จ

อุโบสถจตุรมุขหินอ่อน
เป็นอุโบสถจตุรมุขหินอ่อน กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ปูพื้นด้วยหินหยกสีเขียวจากเมืองการาจี ประเทศปากีสถาน ภายในประดิษฐานพระประธานบนฐานสูง ประดับประดาด้วยโคมไฟ บานหน้าต่างด้านนอกลงรักฝังมุกเป็นภาพตราพระราชลัญจกร ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลปัจจุบัน พระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ และะรับรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนภาพเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่าง ๆ บานหน้าต่างด้านในแกะสลักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาดก นอกจากนี้บริเวณฝาผนังโดยรอบพระอุโบสถ ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและนิทานชาดกที่ประณีตงดงาม ฝีมือของจิตรกรหญิงนิตยา ศักดิ์เจริญ ซึ่งใช้เวลาในการวาดนานถึง 6 ปี


วัดอัมพวา
อยู่ติดกับอุทยาน ร. 2 เป็นวัดของตระกูลราชินิกุลบางช้าง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 หลังวัดแห่งนี้เคยเป็นนิวาสสถานเก่าของหลวงยกกระบัตร (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และ คุณนาค (สมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1) และเป็นสถานที่พระราชสมภพของรัชกาลที่ 2 เชื่อกันว่าบริเวณพระปรางค์ของวัดอัมพวันเจติยาราม เดิมเป็นเรือนที่คุณนาคใช้เป็นที่คลอดคุณฉิมบุตรชาย ซึ่งต่อมาได้เป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
วัดอัมพวันเจติยารามได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันวัดอัมพวันเจติยารามเป็นพระอารามหลวงชั้นโท พระอุโบสถตลอดจนถาวรวัตถุในวัดนี้ ส่วนใหญ่เป็นศิลปะและสถาปัตยกรรมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งนับเป็นพระอุโบสถที่มีความงดงาม นอกจากนี้ยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประดิษฐาน

ตลาดอัมพวา
เป็นตลาดริมคลอง ตั้งอยู่ใกล้วัดอัมพวันเจติยาราม (จอดรถที่วัดอัมพวันเจติยารามได้) ทุกวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์  ในช่วงเวลาเย็นตั้งแต่ช่วงเวลา 15.00 - 21.00 น. ในคลองอัมพวาจะมีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหารและเครื่องดื่ม เช่น หอยทอด ก๋วยเตี๋ยว กาแฟ โอเลี้ยง ขนมหวานต่างๆ  และมีรถเข็นขายของบนบกด้วย บรรยากาศสบาย ๆ มีเพลงฟัง จากเสียงตามสายของชาวชุมชน ประชาชนสามารถเดินเที่ยวชมตลาดหาซื้ออาหารรับประทาน

ล่องเรือชมหิ่งห้อย อัมพวา

หากพูดถึงอัมพวา ก็ขาดไม่ได้ที่ต้องไปชมหิ่งห้อย เพราะที่นี่ดังมานานมาก วันนี้หมูหินจึงถือโอกาสพาไปชมหิ่งห้องที่อัมพวาและต่อด้วยการไปตกกุ้งด้วยเลย ทริปนี้โดยการพาชมพาเที่ยวของ พี่จักรของเรือนสบายแห่งอัมพวาครับผม

ดูหิ่งห้อยนับร้อยนับพันตัวที่อัมพวากัน นั่งเรือชมหิ่งห้อย  คล้อยตามลำน้ำ  ดูธรรมชาติที่สร้างมาแบบสมบูรณ์  คลองอัมพวาใช่ว่ามากินๆๆๆๆแล้วก็กินอย่างเดียว  ที่นี่ยังมีหิ่งห้อยให้ดูให้ชมกันอีกด้วย  ช่วงเดือนห้าเดือนหก หรือเดือนพฤษภาคม-ตุลาคมของทุกปี  จะเป็นเดือนที่มีหิ่งห้อยมากที่สุดในรอบปี  จะมีหิ่งห้อยจำนวนมากมาเกาะกิ่งต้นโกงกางและต้นลำพูอยู่นับร้อยนับพันตัว  เปล่งแสงระยิบระยับแข่งกัน  แต่เราก็สามารถชมหิ่งห้อยได้ตลอดทั้งปีนะครับ


ขสมก.ไหว้พระ 9 วัด เขต3.อู่สำโรง

โปรแกรม9วัด