โปรแกรม ที่ 7


 

วัดดอนหวาย

"วัดดอนหวาย" ตั้งอยู่ ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม เดิมชื่อวัดโคกหวาย จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่าพื้นที่ในบริเวณนี้เป็นเนินสูง มีต้นหวายขึ้นปกคลุมอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ เป็นชื่อของหมู่บ้าน ซึ่งปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดินรุ่นเก่า สมัยรัชกาลที่ 5 เรียกกันว่า หมู่บ้านโคกหวายต่อมาชื่อนี้อาจฟังดูไม่ไพเราะ จึงเปลี่ยนมาเป็นวัดดอนหวาย พระพุทธรูปประธานในวิหารวัดแห่งนี้มีนามว่า "หลวงพ่อวิสาหาร" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีค่อนข้างสูงพระพุทธรูปประธานหันหน้าสู่ทางทิศตะวันออก ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้านซ้ายและขวามีพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร พระอัครสาวก ประทับยืนอยู่ด้านละองค์ ต่อมาภายหลังที่วัดดอนหวายได้บูรณะและปฏิสังขรณ์อุโบสถและวิหารครั้งใหญ่ เสร็จสิ้นลง ประมาณปี พ.ศ.2507จากความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อวิสาหาร ทำให้มีประชาชนพากันมากราบไหว้กันเป็นจำนวนมาก วัดดอนหวายในขณะนั้นได้จัดสร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลหลวงพ่อวิสาหารไว้มากมายหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ ธงผ้ารูปสามเหลี่ยม พระเหรียญ และแหวนลงยาสี เป็นต้น ซึ่งในขณะนั้นชาวจีนในตลาดดอนหวายได้เข้ามาให้ความร่วมมือกับทางวัดอยู่เป็นประจำ จนเกิดมีประเพณีการทิ้งกระจาดขึ้น เพื่อแจกทานให้แก่ผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วยในปี พ.ศ.2534 วัดดอนหวายได้บูรณะและปฏิสังขรณ์วิหารองค์หลวงพ่อวิสาหาร ดังที่เห็นในปัจจุบันพ.ศ.2551 พระเมธีธรรมานันท์ เจ้าอาวาสวัดดอนหวาย ได้เปิดอุโบสถและวิหารให้ประชาชนเข้าไปกราบไหว้ได้ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2551 เป็นต้นมา ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อวิสาหาร ที่มีความประสงค์จะเข้าไปปิดทองหลวงพ่อวิสาหารได



 

วัดไร่ขิง

วัดไร่ขิงเป็นวัดที่ชาวนครปฐมรู้จักและเป็นที่นับถือของชาว จ.นครปฐม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเลื่อมใสแห่แหนเข้ามานมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงเป็นประจำ โดยเฉพาะวันหยุดและงานนมัสการปิดทองหลวงพ่อวัดไร่ขิงจะมีผู้คนเนืองแน่นเป็นอย่างมาก ซึ่งงานนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงจะจัดเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะจัด ใ นช่วงวันขึ้น 12 ค่ำ ถึง แรม 5 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี ณบริเวณวัดไร่ขิงอ.สามพรานในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย ช่วงกลางคืนมีมหรสพตลอดงาน จะมีประมาณ 9 วัน 9 คืน การเดินทางไปมาสะดวก



วัดท่าพูด
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด ตั้งอยู่ในวัดท่าพูด ตำบลไร่ขิง ริมแม่น้ำท่าจีน เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปีจากหลักฐานจารึกบนแผ่นอิฐมอญบนผนังพระอุโบสถ สันนิษฐานว่าสร้างสมัยอยุธยาตอนปลายประมาณสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยกลุ่มคนที่อพยพโยกย้ายมาจากกรุงศรีอยุธยาเพื่อหลบภัยสงครามหลังเสียกรุงศรีอยุธยาพ.ศ. 2310 และมาตั้งหลักแหล่งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน หลวงพ่อรดเจ้าอาวาสคนแรกเป็นอดีตพระราชาคณะกรุงศรีอยุธยา แม้ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะนิมนต์ท่านให้เข้าไปจำพรรษาในเมืองหลวง เนื่องจากทรงฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีสมัยกรุงศรีอยุธยา และทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยสืบหาพระภิกษุสงฆ์ที่มาจากกรุงเก่าเพื่อนิมนต์เข้าไปจำพรรษาในกรุงธนบุรี แต่หลวงพ่อรดก็ประสงค์จะจำพรรษาที่วัดนี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมิขัดข้องและทรงพระราชทานสิ่งของหลายสิ่ง เช่น พระยานมาศ(คานหาม) กระโถนถมปัทม์ กาน้ำชาและเรือกัญญาจำนวนอีก 2 ลำ ในสมัยรัชกาลที่ 5 วัดท่าพูดเป็นที่รู้จักของเชื้อพระวงศ์ ได้แก่ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เนื่องจากในขณะนั้นมีเจ้าอาวาสใหญ่และรองที่มีชื่อเสียงคือหลวงพ่อแก้วและหลวงพ่อชื่น ปีพ.ศ.2540 มีความคิดที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ประจำวัดขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการศึกษา และใช้พื้นที่การจัดแสดงเป็น 3 ส่วน คือ 1. หอพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 3 จัดแสดงโบราณวัตถุ เช่น สิ่งของที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระราชทานให้แก่พระอาจารย์รด นอกจากนั้นยังมีเครื่องถมปัทม์ 2. กุฏิอดีตเจ้าอาวาสหลังเก่าพ.ศ. 2502 จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ของเจ้าอาวาส เครื่องบริขารต่างๆ สมบัติของวัด เช่น เครื่องแก้ว เครื่องกรองน้ำ เครื่องปั้นดินเผาที่งมได้จากแม่น้ำหน้าวัด รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ที่แสดงภูมิปัญญาท้องถิ่นเช่น เถรรอดเพล (เถร-อด-เพล) เป็นเครื่องเล่นลับสมองของคนไทยโบราณทำจากไม้ มีภาพถ่ายทางอากาศของวัด และ 3. อาคารเรียนพระปริยัติธรรมสมัยรัชกาลที่ 5-6 เป็นอาคารไม้สักประดับลายไม้ฉลุ(ขนมปังขิง) หน้าจั่วเป็นรูปเครื่องหมาย “ มหามกุฏราชวิทยาลัย” วัดบวรนิเวศวิหาร ชั้นบนมุมหนึ่งรวบรวมเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ย้อนยุคสมัยต่างๆ และยังมีหนังสือและเอกสารต่างๆที่ทางวัดเก็บไว้ ชั้นล่างใต้ถุนอาคารเก็บเครื่องวิดระหัดน้ำเข้านา


วัดพระประโทน
ประวัติ : วัดพระประโทณเจดีย์นี้ตามตำนานเล่าสืบกันมาว่า ตำบลประโทณ เป็นที่อยู่ของพรามหณ์ตระกูลหนึ่ง เรียกว่า "โทณพราหมณ์" เข้าใจว่าพราหมณ์ตระกูลนี้มาจากอินเดียมาทำการค้าขายในสุวรรณภูมิแล้วตั้งรกรากอยู่ที่นี่ พราหมณ์ตระกูลนี้ได้นำ "ทะนานทอง" ที่ใช้ดวงพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย ได้สร้างเรือนหินเป็นที่เก็บรักษาทะนานทองและยังมีเรือนหินอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ริมถนนเพชรเกษมทางด้านทิศเหนือกิโลเมตรที่๕๓๕๔เป็นโบราณสถานที่มีซากปรักหักพังมีกองอิฐขนาดใหญ่เป็นเนินสูงกว่าระดับ 2 - 3 วา เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้มาสร้างตำหนักส่วนราชฤดีที่ใกล้วัดพระประโทณ ได้ขนอิฐหักเศษปูนมาถมทำถนน ที่ตัดจากนครปฐมไปสู่ตำหนักวัดพระประโทณเป็นจำนวนมาก ตามตำนานเล่าว่าเมื่อ พ.ศ.๑๑๓๓ ท้าวศรีสิทธิชัยพรหมเทพ ผู้สร้างเมืองนครชัยศรีได้ขอทะนานทองจากพราหมณ์ตระกูลนี้เพื่อจะส่งไป แลกเปลี่ยนกับพระบรมสารีริกธาตุ จากพระเจ้าแผ่นดินลังกา จำนวนหนึ่งทะนานแต่ได้รับการปฏิเสธ เพราะถือเป็นของสูงศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออยู่อย่างเดียวที่บรรพบุรุษนำข้ามทะเลมาจากอินเดีย ท้าวศรีสิทธิชัยได้ทำสัญญากับทางลังกาไปแล้ว และต้องการพระบรมสารีริกธาตุมา จึงยกรี้พลไปแย่งเอาทะนานทองมาจนได้ และส่งไปลังกาเพื่อแลกพระบรมสารีริกธาตุตามสัญญา หลังจากนั้น ท้าวศรีสิทธิชัยได้สร้างพระปฐมไสยาสน์องค์หนึ่ง ใหญ่ยาวมหึมา หรือจะเป็นพระปฐมเจดีย์ไม่แน่ชัด แล้วนำพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้เมื่อพุทธศักราชล่วงได้ ๑๑๙๙ พรรษา พระเจ้ากะวรรณดิศราชเจ้าเมืองละโว้ได้ก่อพระเจดีย์ล้อมเรือนศิลาที่บรรจุทะนานทองแล้ว ให้นามว่า พระประโทณเจดีย์



วัดพระประปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์ หรือเดิมเรียกว่า พระธมเจดีย์ มีฐานะเป็นมหาธาตุหลวง ของแผ่นดินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า พระธมเจดีย์องค์นี้ อาจเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้น เมื่อคราวที่พระสมณทูต ในพระเจ้าอโศกมหาราช เดินทางมาเผยแผ่ศาสนายังสุวรรณภูมิ ก็เป็นได้ เพราะพระเจดีย์เดิม มีลักษณะทรงโอคว่ำ หรือทรงมะนาวผ่าซีก แบบเดียวกับพระสถูปสาญจี แต่ปรากฏว่ามียอดเป็นแบบปรางค์ ซึ่งพระองค์ฯ ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า อาจมีเจ้านายพระองค์ใดมาบูรณะไว้ก็เป็นได้ ซึ่งตรงกับความในศิลาจารึกหลักที่ 2 (ศิลาจารึกวัดศรีชุม) ของ พระมหาเถรศรีศรัทธาฯ อันได้กล่าวไว้ว่า พระมหาเถรศรีศรัทธาฯ ท่านทรงได้แวะมาบูรณะพระธมเจดีย์องค์นี้ ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับเมืองราด เมื่อคราวที่ท่านเสด็จกลับจากศึกษาพระพุทธศาสนาที่ลังกา ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชทานนามใหม่ว่า พระปฐมเจดีย์ ด้วยทรงเชื่อ ว่านี่คือเจดีย์แห่งแรกของสุวรรณภูมิ นั่นเอง

วัดไผ่ล้อม
วัดไผ่ล้อมเป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนเทศา ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม มีเนื้อที่ 13 ไร่ - งาน 84 ตารางวา ตามหนังสือ โฉนดเลขที่ 7026 มีอาณาเขตดังนี้คือ ทิศเหนือ จรด ศาลจังหวัดนครปฐม
ทิศใต้จรดโรงเรียนวัดไผ่ล้อม ทิศตะวันออก จรด โฉนดที่ดินเลขที่ 7027ทิศตะวันตกจรดถนนสาธารณะของเทศเมืองนครปฐม
วัดไผ่ล้อมเดิม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 สันนิษฐานกันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 4 มี ความเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา ได้เกณฑ์ชาวมอญที่ได้อยู่ใต้โพธิสมภาร มาช่วยกันบูรณองค์พระปฐมเจดีย์ และชาวมอญเหล่านี้ได้มาพักอายอยู่ ณ บริเวณสวนป่าไผ่ใกล้องค์พระปฐมเจดีย์ ห่างกันประมาณ 500เมตร
ในกาลต่อมาดงไผ่ที่ขึ้นหนาทึบและที่อยู่อาศัยร้างผู้คนเป็นที่สงบร่มเย็นพระภิกษุผู้แสวงหาธรรมจาริกมาพบ เห็นเข้า เป็นที่วิเวก จึงได้ปักกลดลดบริขารง บำเพ็ญสมณธรรม รูปแล้วรู)เล่าและก็จากไปเป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆต่อ มาชาวบ้าน ละแวกนั้นเห็นว่าสถานที่บริเวณนี้สมควรตั้งเป็นสำนักสงฆ์ จึงได้อราธนาพระภิกษุจากวัดพระปฐมเจดีย์ มาจำพรรษา แต่ก็ได้เป็นนชั่วครั้งชั่วคราวขณะเดียวกันยังมีชาวไทยเชื้อสายมอญหลงเหลืออยู่อาศัยในถิ่นนี้และมีศรัทธาแรงกล้าในการบวชพุทธศาสนา จึง สันนิษฐานกันว่าแต่เดิมบรเวณนี้เป็นดงไผ่หนาทึบ กระทั่งพระภิกษุที่อยู่พรรษาที่ก่อสร้างเสนาสนะ และมีผู้คน เข้ามา อยู่อาศัยมากขึ้นต้นไผ่ที่เคยหนาทึบ ได้ถูกชาวบ้านหักล้าง ถางฟันจนหมดเพื่อไปทำที่อยู่อาศัย แทบจะหาต้น ไผ่หลง เหลืออยู่น้อยมาก จะมีอยู่บ้างก็บริเวณรอบๆ วัดเท่านั้น และได้กลายมาเป็นชื่อวัดไผ่ล้อมจนมาถึงปัจจุบันนี้กาลสมัยต่อมา
วัดไผ่ล้อมร้างขาดเจ้าอาวาสอยู่นาน กระทั่งปี พ.ศ 2486 ทางคณะสงฆ์จึงได้แต่ง ตั้งพระอาจารย์พูล อตตรกโข
ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่วัดพระงาม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการแทนเจ้าอาวาสและต่อมา เมื่อสันที่ 12 พฤษภคม พ.ศ. 2492 ท่านจึงได้รับการแต่งตั้ง ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ยังไม่มีอุโบสถ ไว้ประกอบสังฆกรรมพระอาจารย์พูลจึงปรึกษากับพระเถระผู้ใหญ่ ซึ่งมีพระราชธรรมาภรณ์(หลวงพ่อเงิน) วัดดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม และญาติโยมผู้มีจิตศัทธาทั่วไปร่วมกันสร้างอุโบสถขึ้นโดยเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2490 กว่าจะแล้วเสร็จต้องใช้เวลาถึง 3 ปี พระอาจารย์พูล ยังได้ดำเนินการสร้างเสนาสนะให้วัดไผ่ล้อม มีความเจริญ ทางถาวรวัตถุอย่างมากมายหลายประการ อาทิ ศาลาการเปรียญ โรงเรียนปริยัติธรรม ศาลาฌาปนสถาน ศาลาปฏิบัติ ธรรมกลางน้ำ หอระฆัง กุฎิสงฆ์ โรงเรียนวัดไผ่ล้อม จนมาถึงในยุคปัจจุบัน ปัจจุบัน ลูกศิษย์ และนักท่องเที่ยว จะเข้านมัสการพระพุธรูปภายในโบสถ์ เพื่อขอพรและความเป็นศิริมงคล จากหลวงพ่อ ภายในโบสถ์อันสวยงามของวัดไผ่ล้อม และที่ขาดไม่ได้จะเข้านมัสการรูปปั้นของหลวงพ่อพูล และร่างของท่านในโลงแก้ว


วัดศรีษะทอง
วัดศรีษะทอง หรือ วัดหัวทอง ในภาษาชาวบ้าน  แต่เดิมทางแถบนี้เป็นถิ่นอาศัยของชาวลาว หรือลาวอพยพที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองเวียงจันทน์ในสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตาก) ในฐานะที่เจ้าสิริบุญสาร กษัตริย์ลาวผู้ครองนครเวียงจันทน์  เคยให้ความช่วยเหลือแก่พม่าเมื่อครั้งที่พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา 
ซึ่งภายหลังจากเสร็จศึกสงครามกับพม่าแล้ว  พระเจ้าตากสินจึงกลับมาคิดบัญชีกับลาว หรืออาณาจักรล้านช้าง  
พระเจ้าตากสินได้ส่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาได้สถาปนาเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)  พร้อมกองทัพจากกรุงธนบุรี จำนวน 20,000 คน สมทบกับทัพเขมรอีกราว 10,000 คน  ยกไปตีเมืองเวียงจันทน์ได้สำเร็จ หลังล้อมอยู่ 4 เดือน   
การศึกครั้งนั้นทัพไทยได้กวาดต้อนผู้คนชาวลาวจากเวียงจันทน์ พร้อมกับ  ช้าง ม้า วัว ควาย ข้ามโขงมายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก  ขณะเดียวกันก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกลับคืนสู่แผ่นดินไทยด้วย  ชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนส่วนหนึ่งได้มาตั้งรกรากอยู่บริเวณแม่น้ำท่าจีน   และได้ทำมาหากินจนมีฐานะขึ้น  ต่อมามีความศรัทธาที่จะสร้างวัดขึ้นในชุมชน  จึงได้ช่วยกันถากถางบริเวณพื้นที่และพบเศียรพระพุทธรูป จึงได้ตั้งชื่อวัดที่สร้างขึ้นว่า "วัดหัวทอง" เมื่อปี พ.ศ. 2358  ซึ่งตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่1)ต่อมาทางราชการ ได้ขุดคลองเจดีย์บูชาขึ้น เพื่อที่จะใช้เป็นเส้นทางพระราชดำเนินนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ จึงได้ย้ายวัดมาอยู่ริมน้ำ เพื่อสะดวกในการสัญจรและได้ทำการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดศรีษะทอง" จนมาถึงในปัจจุบันนี้



วัดพระศรีมหาโพธิ์
ความเป็นมา
ตามหลักฐานมีว่า พระนางสังฆมิตตาเถรี ผู้เป็นพระอรหันต์และเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งอินเดียได้อัญเชิญกิ่งตอนจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นเดิม คือ ต้นที่พระพุทธเจ้าทรงรับหญ้าคา ๘ กำ จากโสตติยะพราหมณ์ ปูเป็นที่ประทับใต้ต้นโพธิ์นั้น ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชลา อันเป็นวาระที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ที่เรียกว่า ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ คือ วันวิสาขะบูชา หรือวันเวสาข ของชาวศรีลังกา ซึ่งล่วงเลยมาสองพันห้าร้อยกว่าปี มาสู่สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ในราวปีพุทธศักราช ๒๓๖ เพื่อถวายแก่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาในสมัยนั้น และได้ทรงปลูกไว้ในวัด ซึ่งปัจจุบันเรียก "ศรีมหาโพธิ์วิหาร" หรือ "วัดพระศรีมหาโพธิ์" อยู่ในเมืองอนุราชปุระ พระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เจริญอายุยืนยาวถึงปัจจุบันประมาณกว่า ๒,๓๐๐ ปีแล้ว เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวที่สุดเท่าที่สามารถสืบประวัติได้ เป็นความภาคภูมิใจสูงสุด ของชาวศรีลังกาเป็นที่เคารพเทิดทูนบูชาเพราะถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นองค์แทนแห่งการตรัสรู้ ของสมเด็จพระบรมศาสนาที่ยังดำรงอยู่
ปัจจุบันมีกิ่งใหญ่โคนต้นอยู่กิ่งเดียวยื่นออกไปนอกตัวเรือนต้นโพธิ์ ซึ่งได้ประคับประคองรักษาไว้ด้วยการค้ำรองด้วยเสาแข็งแรงหลายต้น เพื่อกันไม่ให้กิ่งโน้มห้อยลงสู่พื้นดิน ส่วนลำต้นตั้งแต่ยอดลงมานั้นตายแล้ว เหลืออยู่แต่ตอ ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๔ ที่กลางตอได้แตกกิ่งงอกขึ้นมาใหม่ทุกวันนี้ชาวศรีลังกาจะเข้านมัสการบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์กันเป็นจำนวนมาก และผู้ที่เข้าไปนมัสการถือได้ว่าเป็นการได้เข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์องค์ สมเด็จ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และถือเป็นบุญยิ่งใหญ่ เป็นมงคลสูงสุดและถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์ แห่งการตั้งสัตยาธิษฐานด้วย

วัดบางพระ
ตั้งอยู่ที่ตำบลบางแก้วฟ้า ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดปากคลองบางพระ สร้างขึ้นสมัยอยุธยา ประมาณ พ.ศ. 2220 ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง พระอุโบสถหลังเก่ายาวประมาณ 8 วา กว้าง 4 วา ก่ออิฐถือปูน หลังคาลดสองชั้นหลังคามุงด้วยกระเบื้องดินธรรมดา ภายในพระอุโบสถหลังเดิมประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรหินทรายแดงประทับนั่งปางมารวิชัย ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 30 นิ้ว ชาวบ้านเรียกว่า "หลวงพ่อสิทธิมงคล" ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนกลาง สีในภาพใช้เพียงสี ขาว ดำ แดง และเขียวใบแค มีรูปเทพชุมนุม สลับกับอดีตขององค์พระพุทธเจ้า มีการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 และมี "ภาพมารผจญ" เป็นภาพพระพุทธเจ้าทรงจีวรแดงประทับนั่งบนดอกบัวแก้ว แม่ธรณีบีบมวยผม  "เสมาหินครก" สมัยพระเจ้าทรงธรรม กว้าง 37 เซนติเมตร สูง 60 เซนติเมตร หนา 5 เซนติเมตร  นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองทำด้วยโลหะสร้างเมื่อ พ.ศ. 2496 ขนาดกว้าง 1.10 เมตร ยาว 4.20 เมตร



ขสมก.ไหว้พระ 9 วัด เขต3.อู่สำโรง

โปรแกรม9วัด